แนวทางนวัตกรรมสู่รูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ (Innovative Approaches to Modern Business Models)
- Dr.Eng.Siripong Jungthawan
- 11 minutes ago
- 2 min read
ในโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การยึดติดกับวิธีการเก่าๆ มันไม่เพียงพอที่จะทำให้แข่งขันต่อไปได้
คุณอาจสงสัยว่า แล้วเราจะตามธุรกิจอื่นๆ ให้ทันได้อย่างไร เราจะก้าวนำหน้าไปในโลกที่ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร
คำตอบอยู่ที่ โมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์ ลองนึกถึงการอัปเกรดเครื่องยนต์รถยนต์ของคุณ รถคันเดิม แต่ตอนนี้วิ่งได้ราบรื่นและเร็วขึ้น
นั่นคือสิ่งที่โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ทำให้กับบริษัทต่างๆ
มันช่วยให้เราลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ๆ
มาดำดิ่งสู่แนวทางที่ชาญฉลาดและใช้งานได้จริงที่สามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณกันเถอะ พร้อมไหมละ ไปกันเลย
ทำไมโมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์ถึงสำคัญมากกว่าที่เคย
คุณสังเกตเห็นไหมว่าบางบริษัทดูเหมือนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในขณะที่บางบริษัทกลับตามหลัง
นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย มันเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาออกแบบโมเดลธุรกิจของพวกเขา โมเดลธุรกิจเปรียบเสมือนแผนผังสำหรับวิธีที่บริษัทสร้าง ส่งมอบ และจับคุณค่า เมื่อคุณสร้างสรรค์แผนผังนี้ คุณจะปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ
ตัวอย่าง บริการสมัครสมาชิกได้เปลี่ยนเกมสำหรับหลายอุตสาหกรรม แทนที่จะขายผลิตภัณฑ์เพียงครั้งเดียว บริษัทต่างๆ ตอนนี้สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับลูกค้า สิ่งนี้สร้างรายได้ที่มั่นคงและความภักดีที่ลึกซึ้งให้ลูกค้ารักสินค้าของมัน มันเหมือนกับการปลูกต้นไม้ที่ให้ผลผลิตปีแล้วปีเล่าซ้ำๆ เพราะระบบมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวอย่างอีกอย่างคือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) แพลตฟอร์มอย่าง Airbnb และ GRAB เปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายเป็นแหล่งรายได้ หรือ แม้แต่ Lazada และ Shopee ที่เชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย อินฟูลเอนเซอร์ พวกเขาไม่ได้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ใช้จินตนาการใหม่ว่าคุณค่าจะถูกแลกเปลี่ยนอย่างไร แนวคิดแบบนี้คือสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น แบบจำลองธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ธุรกิจแบบใหม่ในตลาด
ข้อดีหลักของโมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์
ลดต้นทุนผ่านประสิทธิภาพ
แหล่งรายได้ใหม่
การมีส่วนร่วมของลูกค้าที่เข้มแข็งขึ้น
ความยืดหยุ่นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ประเภทต่าง ๆ ของโมเดลธุรกิจนวัตกรรม
นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ทุกครั้ง บางครั้งมันเกี่ยวกับการปรับแต่งโมเดลที่มีอยู่หรือการรวมแนวคิดในรูปแบบใหม่ นี่คือประเภทที่นิยม ทางคุณอาจพิจารณาดูว่า จะเอาไปใช้กับธุรกิจตัวเองอย่างไร
1. โมเดลที่ใช้แพลตฟอร์ม
แพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย หรือผู้ให้บริการและผู้ใช้ หลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน คิดว่ามันเป็นตลาดดิจิทัล ความมหัศจรรย์อยู่ที่ผลกระทบจากเครือข่าย (Network Effect) ยิ่งมีผู้ใช้เข้าร่วมมากเท่าไหร่ แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่าง Lazada และ Shopee ในประเทศไทยได้ปฏิวัติการค้าปลีกโดยการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายหลายล้านคนออนไลน์ เกิดยอดขายหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
2. โมเดลฟรีมีค่าใช้จ่าย (Freemium)
เสนอการบริการพื้นฐานฟรี จากนั้นเรียกเก็บเงินสำหรับฟีเจอร์พรีเมียม สิ่งนี้ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงและสร้างฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง Spotify ให้คุณฟังเพลงฟรีพร้อมโฆษณา แต่เรียกเก็บเงินสำหรับการฟังแบบไม่มีโฆษณาและออฟไลน์ LINE ก็เช่นเดียวกัน มีฟังก์ชั่นพื้นฐาน พร้อมกับการเก็บค่าบริการเพิ่มสำหรับ LINE Premium
3. โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน
เน้นความยั่งยืนโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ สิ่งนี้ช่วยลดขยะและดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่าง บริษัทที่ให้เช่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และปรับปรุงเพื่อขายใหม่ เอาสินค้ามาเปลี่ยนบางชิ้นแล้วเพิ่มมูลค่ามันได้ หรืออย่าง วงษ์พาณิชน์ ที่เอาขยะมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลไปผลิตสินค้าใหม่ได้
4. โมเดลตามความต้องการ
ให้การเข้าถึงสินค้าหรือบริการทันทีเมื่อผู้บริโภคต้องการ ความเร็วและความสะดวกสบายคือจุดขาย
ตัวอย่าง แอปพลิเคชันส่งอาหาร LINE MAN และ GRAB Food Delivery ที่นำอาหารถึงหน้าประตูของคุณในไม่กี่นาที จากการกดแอฟผ่านมือถืออัจฉริยะ
5. โมเดลขายตรงถึงผู้บริโภค (D2C)
ตัดคนกลางและขายตรงถึงลูกค้า ซึ่งมักหมายถึงราคาที่ดีกว่าและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้า
ตัวอย่าง แบรนด์เช่น Pomelo ในแฟชั่นใช้การทำ D2C ยิงตรงถึงลูกค้าเลย เพื่อควบคุมคุณภาพและประสบการณ์ของลูกค้า
แต่ละโมเดลมีจุดแข็งของตัวเอง เคล็ดลับคือการเลือกหรือรวมโมเดลที่เหมาะกับเป้าหมายและทรัพยากรของคุณ
วิธีการนำโมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์ไปใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ
เมื่อคุณมั่นใจแล้วว่า นวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญ แต่คุณจะต้องทำอย่างไร นี่คือขั้นตอนง่ายที่เอาไปทำได้ทันที
ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใจลูกค้าของคุณอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาต้องการอะไรจริงๆ พวกเขาประสบปัญหาอะไรอยู่ ใช้การสำรวจ สัมภาษณ์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล
ยิ่งคุณรู้จักพวกเขามากเท่าไหร่ โมเดลของคุณก็จะยิ่งชาญฉลาดมากขึ้นเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 2 : สร้างแผนที่โมเดลธุรกิจปัจจุบันของคุณ
เขียนลงไปว่า คุณสร้างและส่งมอบคุณค่าอย่างไรในตอนนี้ ระบุจุดอ่อนหรือพื้นที่ที่ต้องปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 3 : ระดมความคิดใหม่ๆ
คิดนอกกรอบ คุณสามารถเพิ่มการสมัครสมาชิกได้หรือไม่ ร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่แตกต่างออกไปหรือไม่ หรือดูแบบจำลองของบริษัทใด มาพัฒนาต่อในองค์กรของเราก็ได้
ขั้นตอนที่ 4 : ทดสอบอย่างรวดเร็วและเรียนรู้
อย่ารอให้สมบูรณ์แบบ เปิดตัวโครงการนำร่องหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติขั้นต่ำ (MVP - Minimum Viable Product) รวบรวมข้อเสนอแนะ และปรับปรุงอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนที่ 5 : ขยายสิ่งที่ได้ผล
เมื่อคุณพบแนวทาง หรือสูตรที่จะใช้เพื่อให้ชนะคู่แข่งแล้ว ให้ลงทุนในการขยายมัน ฝึกอบรมทีมของคุณและปรับกระบวนการให้สอดคล้องกัน
จำไว้ว่า นวัตกรรมเป็นการเดินทาง ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว ให้คุณปรับปรุงและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง...

บทบาทของเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนนวัตกรรม
เทคโนโลยีเปรียบเสมือนลมใต้ปีกของโมเดลธุรกิจสมัยใหม่ มันช่วยให้เกิดวิธีการใหม่ในการเชื่อมต่อ วิเคราะห์ และส่งมอบ ไม่ใช่เพียงแค่การมีอุปกรณ์ล้ำสมัยล่าสุดเท่านั้น มันเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
การทำงานอัตโนมัติช่วยลดงานที่ทำซ้ำ ทำให้ทีมของคุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่ความคิดสร้างสรรค์ (ตัดอะไรไร้สาระและไม่จำเป็นออกไป) และการประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ช่วยให้คุณสามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้ามหาศาล ที่เขาเรียกกันว่า สเกลอัพ (Scale up)
นี่คือแนวโน้มเทคโนโลยีที่ควรจับตามอง
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทดลองในพื้นที่เล็กๆ ก่อนว่าเอา AI มาใช้ได้ไหม
อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อสร้างโซ่อุปทานที่ชาญฉลาด เก็บข้อมูลจากหน้าเครื่องจักร อุปกรณ์ระบบ เพื่อนำมาควบคุมติดตาม และปรับปรุงพัฒนาระบบให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
บล็อกเชน เพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม
เทคโนโลยีมือถือ ทำให้บริการเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถืออัจฉริยะ
โดยการรวมเครื่องมือเหล่านี้ คุณสามารถสร้างโมเดลธุรกิจที่ไม่เพียงแต่มีนวัตกรรม แต่ยังมีความยืดหยุ่น
การคิดแบบลีนและการเติบโตอย่างยั่งยืน
หากคุณต้องการสร้างนวัตกรรมโดยไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร การคิดแบบลีนคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ มันเกี่ยวกับการทำมากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรน้อยลง การตัดขยะ ปรับปรุงกระบวนการ และมุ่งเน้นที่คุณค่า
ที่ LEANxACADEMY เราเน้นว่าหลักการลีนสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมในโมเดลธุรกิจได้อย่างไร
ลองนึกภาพธุรกิจของคุณเป็นแม่น้ำ การคิดแบบลีนช่วยเคลียร์หินและขยะเพื่อให้น้ำไหลได้อย่างราบรื่น
หมายถึงการส่งมอบที่เร็วขึ้น ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น และกำไรที่ดีขึ้น แน่นอนองค์กรหลายๆ องค์กรระดับโลกใช้แนวคิดนี้
ลองใช้เคล็ดลับการลีนในองค์กรเหล่านี้
ระบุและกำจัดกิจกรรมที่ไม่มีคุณค่า (Wastes) ที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มต่างๆ
มอบอำนาจให้ทีมของคุณเสนอแนวทางการปรับปรุง
ใช้เครื่องมือการจัดการภาพเพื่อติดตามความก้าวหน้า
ทดสอบและปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง
ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม มันเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและเติบโตอย่างมั่นคง
ก้าวต่อไปของคุณสู่การนวัตกรรม
รู้สึกได้รับแรงบันดาลใจ แน่นอน นวัตกรรมอยู่ในมือคุณ เริ่มต้นเล็กๆ คิดใหญ่ และเรียนรู้ต่อไป
จำไว้ว่ารูปแบบธุรกิจที่ดีที่สุดคือรูปแบบที่พัฒนาไปตามกาลเวลา และตอบสนองความต้องการที่แท้จริง
ทำไมไม่ลองมองโมเดลปัจจุบันของธุรกิจและตัวคุณในวันนี้ มีอะไรที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นมิตรกับลูกค้า หรือยั่งยืนมากขึ้น
บางครั้ง การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่หลวง
หากคุณต้องการเจาะลึกมากขึ้น สำรวจแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสำหรับ
องค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโต
นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องลึกลับ มันคือกรอบความคิด และมันรอให้คุณคว้ามันไว้
พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณหรือยัง อนาคตเป็นของผู้ที่สร้างสรรค์นวัตกรรม... ทักมาคุยกับ LEANxACADEMY ได้เลย เรายินดีออกแบบแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละองค์กรให้คุณ


























Comments